เราชื่อ นาย ก๊ะเลอะ ผู้บ่าวปกาเกอะญอ จากเมืองแม่ฮ่องสอน บ้านเราติดชายขอบของแดนสยาม ถามว่ารู้อะไรเกี่ยวกับ ประเทศเนปาลบ้าง อ๋อในหัวมีแค่ 3 เรื่อง 1. The Everest Mountain เทือกภูเขาที่สูงที่สุดในโลก 2. ประเทศที่ popular ไปด้วยนักปีนเขา และ 3. นักรบกูรข่า ที่ได้ชื่อในเรื่องความ ซื่อสัตย์ ที่เล่ามาเนี้ย ดูจาก YouTube ทั้งนั้น (หัวเราะ) ถามว่าเคยไปเนปาลไหม “ คำตอบเหรอ” ไม่เลย เนปาลไม่เคยอยู่ในหัวผมเลย………
เหตุการณ์มันเป็นแบบนี้ เช้าวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 ยังนอนอยู่บนเตียงเลย หลับเพลินๆ ได้ที่ แต่แล้วทันใดนั้น มีบางอย่างปลุกเราตื่นจากภวังค์
“ใช่ทุกคน อาจารย์ที่เราทำงานด้วย โทรหาเรา 3 สายแบบด่วนจี๋ โดยที่เราเองไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์เลย… รู้ตัวอีกทีตอนตื่นมาเช็ดโทรศัพท์”
“อุทานขึ้นมา ตายล่ะ งานด่วนอะไรเนี้ยโทรมาแต่เช้า ราว 6 โมงเช้า เสียงจากผู้โทรดังขึ้น”
: Hello!!! คุณว่างไหม สะดวกไหม
: สะดวกครับอาจารย์ โอเค พรุ่งนี้บินไป เนปาลนะ ณ moment นั้นเรายืน เออเร่อ แป๊ปหนึ่ง ความรู้สึกราวกับดูหนังเรื่อง THE METRIC ที่พี่ Keanu Reeves กำลังหยุดกระสุนอะไรแบบนั้น
: อะไรนะครับ ขอทวนคำพูดอีกทีนะครับ “พรุ่งนี้บินไปเนปาลครับ คุณเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้เลยนะ จัดการเรื่อง VISA เงินค่าเดินทางต่างๆ เลยนะแล้วส่งรายงานไปที่แผนกบัญชีได้เลย ผมแจ้งให้เขาล่ะ
ทุกคนลองนึกภาพคนแบบเราที่หยุดการเดินทางไปต่างประเทศเกือบ 10 กว่าปี passport ที่เคยทำครั้งยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยมันหมดไปนานแล้ว ไม่ต้องพูดเรื่อง การซื้อตั๋วเครื่องบินเลย ลืมไปเลย how to ซื้อ คงเพราะเราไม่ค่อยได้ใช้บริการเรื่อง การบินเท่าไร เวลาเดินทางผมแทบไม่ได้ใช้บริการเครื่องบินเลย อีกอย่าง ชอบเดินทางด้วยรถโดยสาร ไม่ก็รถส่วนตัวเป็นหลัก
อีกเรื่องหนึ่ง กรุงเทพมหานครเหรอ โอ้ไม่ได้ไปนานมาก สนามบินดอนเมือง กับ สนามบินสุวรรณภูมิ เหรอ นับครั้งได้เลยอ่ะเท่าที่เคยใช้บริการ ก็นานเลยเกิน
จากนั้นล่ะ เราเริ่มไล่ถามเพื่อนคนโน้น คนนี้ “เธอมันต้องเดินทางอย่างไง ต่อเครื่องบินสายการบินไหน แล้วจะไปอย่างไง เธอช่วยฉันหน่อยนะ เธอๆ…และอีกคำว่า เธอๆ อีกหลายเรื่องล่ะ………
หลังจากนั้นเราเริ่มตั้งสติได้ พยายามถามเจ้าภาพ ถึงขึ้นตอนการขอ VISA เจ้าภาพน่ารักมาก แนะนำทุกเรื่อง ตั้งแต่กระบวนการขอ VISA การต่อรถจากสนามบินนานาชาติไปยังที่พัก เราโชดดีที่ทางเจ้าภาพ ซึ่งเชิญเราไปร่วมงานประชุมกลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง (ASIA REGIONAL KNOWLEDGE SHARING WORKSHOP) ออกค่าเครื่องบิน ค่าที่พักให้หมด เราเสียแค่ VISA กับ ค่าเดินทางบางส่วน
ถึงทุกคนที่ยังไม่เคยเดินทางไปเนปาล อยากลองสักครั้ง ขั้นตอนการขอ VISA สามารถสมัครได้ที่ “WEBSITE Visa On Arrival เป็นวีซ่าประเภทหนึ่งที่นักท่องเที่ยวสามารถขอได้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองของประเทศไทยเมื่อเดินทางมาถึง โดยไม่ต้องยื่นขอวีซ่าล่วงหน้า วีซ่าประเภทนี้มีอายุ 15 วันและมีไว้สำหรับนักท่องเที่ยวจากบางประเทศที่เข้าข่าย” แจ้งเพื่อทราบ……

นมัสเต ทุกคนจาก เนปาล
เช้าวันที่ 21 มิถุนายน 2568 เวลาตีห้า ไก่ขันแต่เช้า เราเดินทางจาก สนามบินเชียงใหม่ สู่สนามบินดอนเมือง และจากดอนเมือง สู่กรุง Kathmandu, Nepal เมืองหลวงประเทศเนปาล ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง กว่าอีกนิดๆๆ
ใช่ทุกคนเราตื่นเต้นมาก เราเดินทางโดยสายการบิน Thai Air Asian ลูกเรือทุกคนน่ารักมากครับ ให้การต้อนรับผู้โดยสารทุกคนเป็นอย่างดี…… และแล้วเราก็ได้ยินเสียง Captain ประกาศว่า
“ท่านผู้โดยสารครับ ตอนนี้ ผมได้นำท่านผู้โดยสารทุกท่าน ถึงท่าอากาศยานนานาชาติตริภูวัน ( Tribhuvan International Airport, ประเทศเนปาล กรุณารัดเข็ดขัดนิรภัย อีกสักครู่เราจะทำการเครื่องลงจอด…และปิดท้ายด้วย…ขอต้อนรับสู่ เนปาลครับ”
14 .00 น เวลา Time Zone ของเนปาล ที่ช้ากว่าไทย ราว 1 ชั่วโมง อีก 15 นาที เครื่องบิน Landed สู่ท่า อากาศยานนานาชาติตริภูวัน (Tribhuvan International Airport, เนปาล) มาถึง Check in เข้า ด่านตรวจคนเข้าเมือง ประเทศเนปาล
โชดดีมาก ที่เรามาแล้วเจอเพื่อนชาวไทย “ แท๊ตตี้” สาวคนงามจากเมืองใต้ จังหวัดยะลา มาพบรักกับหนุ่น Nepalese – คุณ Romantic เวอร์ (หัวเราะ) แท๊ตตี้ ช่วยผมแนะนำโน้นนี้ ในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคมประเทศเนปาล สำหรับคนใหม่อย่างผม ถามตั้งแต่ “สาดกระเบื้องยังเรือรบ” นางเองก็น่ารัก ไม่ปฎิเสธที่จะตอบเราสักคำ นี้แหละ มิตรภาพที่แท้ทรู
ต่อจากนั้นราว 2 ชั่วโมง คนขับรถที่ได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ ผู้ดูแลการประชุมได้มารับเราส่งถึงโรงแรมเลย ช่วงระหว่างกำลังเดินทางมุ่งสู่ ที่พัก เราได้สังเกต ผู้คนในประเทศเนปาล มีความหลากหลายนะ ตั้งแต่ด้านการแต่งกาย ด้านวัฒนธรรม ภาษา แม้แต่หน้าตาคนเนปาลต่างกันมาก บางคนหน้าเหมือนคนจีน บางคนหน้าตาเหมือนคนอินเดีย บางคนหน้าตาเหมือนบังกาลาเทศ เหตุผลหนึ่ง คงเพราะประเทศเนปาลติดต่อกับชายแดนหลายประเทศ ตั้งแต่ชายแดน อินเดีย ชายแดนจีน ชายแดนประเทศเมียนมา และชายแดนบังกาลาเทศ
เราได้ถามคนขับรถว่า ที่นี้พูดกันกี่ภาษา คนขับรถตอบเราว่า “ภาษาหลักๆ คือ ภาษาเนปาลี แต่ว่าประเทศเนปาลมีความหลากหลายด้านเชื้อชาติ ทำให้คนในประเทศนี้พูดได้หลายภาษา ประเทศนี้มีหลายกลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง เป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของประเทศแห่งนี้ แน่นอน นักท่องเที่ยวส่วนมาก มา Camping หรือ ไม่มาปีนเขา Everest แต่อีกมุมหนึ่งของประเทศนี้ยังมีอะไรอีกมากมายนอกจาก Everest หรือ เทือกเขาหิมาลัย”

การเดินทางมาเนปาล เราเป็นตัวแทนจากประเทศไทย ในการเข้าร่วมประเทศชนเผ่าพื้นเมือง ร่วมถึงด้านสิทธิมนุษย์ชน ในฐานะเราเป็นชนเผ่าพื้นเมืองประสบการณ์ในสภาพแวคล้อมสังคมไทยที่เราเติบโต มุมมองต่อชนเผ่าพื้นเมือง ร่วมถึงประเด็นที่ผมจะได้นำเสนอในเวทีนานาชาติ ต่อผู้เข้าร่วมประเทศอื่นๆ คงเป็นบทเรียนอันเล็กจิ๋วที่มีประโยชน์ต่อเรา ในฐานะผู้เข้าร่วม
แม้การเดินทางตลอด 1 วันเดินที่เต็มไปด้วยความทุละทุกเล จาก 4 วันที่เหลือจากนี้คงเป็นประสบการณ์ของคนหนึ่งคน ที่อยากได้สัมผัสถึงบรรยายกาศความคิดเห็นของผ่องเพื่อนผู้ร่วมโลก ต่อวิถีชีวิตชนเผ่าพื้นเมือง ต่อสิ่งแวคล้อม ต่อสิทธิมนุษย์ชน
แตกต่างแต่ไม่แตกแยก
เช้าวันที่ 22 กรกฎาคม ณ โรงแรมแห่งหนึ่งใจกลางเมือง Kathmandu เราได้ใช้เวลาสักครู่หนึ่งเพื่อทบทวนงานที่เราต้องนำเสนอแก่ผู้เข้าร่วมจากนานาชาติ เราเดินทางมาเนปาลครั้งนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนประเด็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษย์ชน ร่วมถึงปัญหาสิ่งแวคล้อมที่สร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตชนเผ่าพื้นในระดับนานาชาติ ในหัวข้อเรื่อง “Asian Regional Knowledge Sharing Workshop” มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 7 ประเทศ อินเดีย เนปาล บังกาลาเทศ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ภูฎาน และประเทศไทย (หนึ่งเดียวในเวทีนานาชาติ 555) โดยผู้จัดการประชุมครั้งนี้ ชื่อว่า “CIPRED” ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยชนเผ่าพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในเนปาล มีเครือข่ายทั่วโลก รวมๆ 51 กว่าประเทศ ซึ่งถึงว่าเยอะมาก การได้มีโอกาสเข้าร่วมงานนานาชาติ นับเป็นสิ่งที่เราไม่เคยคาดคิด ว่าเด็กบ้านนอกอย่างเราจะมาถึงจุดที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารแบบ Real-Time ยอมรับว่าตื่นเต้นไม่น้อยเลย นั้นแหละทุกคน ประสบการณ์อันล้ำค่า ทำให้เราเติบโต

ตลอดระยะเวลา 4 วันหลังจากนี้ คงมีประเด็นแลกเปลี่ยนหลายเรื่องเลย เรามีคำถามมากมายที่อยากถามเพื่อนร่วมประชุมซึ่งมาจาก ต่างวัฒนธรรม ต่างความคิด ต่างมุมมอง เราตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราจะได้เรียนรู้อะไรบ้างนะจากพวกเขาเหล่านี้ หลักๆ ในหัวข้อการประชุม มุ่งเน้นไป 2 เรื่อง 1 ) ประเด็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษย์ชน และ 2) ประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ การเข้าร่วมงานประชุมครั้งนี้ ทำให้เข้าใจถึงประเด็นในแต่ละประเทศ ทุกประเทศที่เข้าร่วมล้วน ต่างมีทั้งจุดเด่น และจุดที่ยังต้องพัฒนา ร่วมกัน ประเด็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษย์ชน ถึงเป็นหนึ่งในประเด็นที่ เราเองให้ความสนใจมาก เพราะเราเคยทำงานกับผู้พลัดถิ่น หรือ IDP (Internally Displace People) ในประเทศเมียนมา มีสองประเทศที่ชูเรื่องนี้ในการนำเสนอ คือ ตัวแทนจากประเทศบังกาลาเทศ และ ภูฎาน ไม่อยากเชื่อว่า ประเทศที่สงบที่สุดในโลก มีประเด็นผู้อพยศรวมอยู่ด้วย

ประเด็นสุดท้าย คงหนีไม่พ้น ประเด็นเรื่อง การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ (The climate chance) มีอีกคำหนึ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่ “ภาวะโลกแปรแปรว” เป็นปัญหาระดับโลกที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ เพราะทุกวันนี้ เราต้องยอมรับ ถึงการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปได้อย่างชัดเจน หลายประเทศ ต่างออกมารณงค์กัน ให้ลดใช้ปริมาณก๊าชต่างๆ นานา หรือ ออก Campaign มากมายให้คนในสังคมตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวคล้อม และผลกระทบที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ ที่ก่อให้การเกิดปัญหา ภาวะโลกร้อน ไม่รู้เหมือนกัน ว่าสิ่งที่เรากำลังทำและเผชิญอยู่ในปัจจุบัน และถัดไปอีกในอนาคต โลกและสังคมที่เราอาศัย จะเปลี่ยนไปในทิศทางใด หากมุนษย์ชาติยังไม่จริงจังกับปัญหาเหล่านี้
เราในฐานะ ผู้เข้าร่วมกันประชุมระดับนานาชาติในครั้งนี้ การเสนอความคิดเห็นและ การแลกเปลี่ยนประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม คงจะกลายเป็นแค่คำพูดไปเฉยๆ หากเราทุกคนที่อาศัยในสังคมนี้ และโลกใบกลมๆ หากทุกคนไม่ช่วยกันรักษาทรัพยากรที่เรามี อีก 10 ปี 50 ปี หรือ 100 ปี โลกสีเขียวอันมีผืนป่า และพื้นที่สีฟ้าที่ครอบคลุมด้วยน้ำ จะเหลืออะไรให้ลูกกลานเราได้เห็น……………………..เรานึกถึงคำพูดของ องค์สมเด็จพระสันตปาปาฟรังซิส พระองค์ตรัสว่า
“โลกใบนี้คือบ้านของพวกเรา และเราทุกคนต้องปกป้องดูแล”
ใช่…ทุกคนเราเห็นด้วยกับคำพูดของพระองค์ท่าน 100 % เลย.. แม้พระองค์จะล่วงลับแล้ว หากว่าพระองค์คือบุคคล ที่ให้ความสำคัญกับ สิ่งแวคล้อมเอามากๆ พระองค์ยังเป็นนักเคลื่อนไหวตัวโยง ในเรื่องสิทธิมนุษย์ชน .. แล้วคุณล่ะ คิดอย่างไงกับเรื่องเหล่านี้………………………….
ตลาดโบราณ “ ทาเมล THAMELL”
เพื่อนๆ เราเครียดจากที่ประชุมมายาวนาน (หัวเราะ) อยู่ๆ มีเสียงกระซิบจากข้างๆ “เธอๆ เป็นคนไทยใช่ไหม”
เราตอบ : “ ใช่ครับ มาจากประเทศไทย”
เธอผู้ส่งเสียงกระซิบ : “ ไปเที่ยวกันไหม ไปเที่ยวตลาดทาเมล”
เราผู้ทำหน้า งง อิหยังว่ะ : “ตลาดทาเมล ที่ไหนเหรอครับ ไกลไหม แล้วจะไปกับใคร ไปอย่างไง ผมไม่รู้จักสถานที่นะ เดี๋ยวก็หลงเอา ”
เธอผู้ส่งเสียงกระซิบ : “ ไม่ต้องห่วง เราคนเนปาลี เชื่อใจได้ และเธอผู้นี้ ได้บอกแซ่นามหล่อน เราชื่อ Supriya Rai เคยไปประเทศไทยหลายครั้ง เราชอบกรุงเทพ และเชียงใหม่มากๆ ใช่ๆ เชียงใหม่ คือ the best ของเราเลย เธอชื่ออะไรล่ะ เรา เหรอ ชื่อ ก๊ะเลอะ งั้น ยินดีที่ได้รู้จักนะ ตกลงไปไหม ตลาดอ่ะ ”
เราผู้ทำหน้า งง อิหยังว่ะ : “Said Yes ไปเลยซิครับ รออะไรล่ะ 555555”
เย็นวันนั้น ช่วงที่เราประชุมเสร็จ หลังจากตอบรับคำเชื้อเชิญจาก ผู้สาวคนงาม Suriya นาง ขับรถมารับเราถึงโรงแรม พร้อมคณะที่ร่วมเดินทางไปด้วย อยากบอกว่า นางเปิดโลกทัศน์ใหม่ในการท่องเที่ยวเลยล่ะ ดูแลดีมาก ช่วงระหว่างเดินทาง นางแนะนำโน้นนี้ ตามประสา บ้านเจ้าภาพ…..อ้ายเราก็รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง พยักหน้าไปพล่างๆ เรานั่งรถ ทุกคนตลอดทาง เราสังเกตุเห็นคนที่ขับขี่มอเตอร์ไซต์ เขาส่วมหมวกกันน็อตกันทุกคน (อันนี้เรื่องจริง) แม้สภาพจลาจลที่ดีจะไม่ดีนัก แต่ทุกคนคือ สวมหมวกกันน็อตหมด ประหนึ่งนัดเจอกันมาแบบมิได้นัดหมาย เอาล่ะ ขับรถมาครึ่ง ชั่วโมง บวกจลาจลที่ติดขัดแน่นขนาด 55555 สุดท้ายเราก็เดินมาถึงตลาด “ ทาเมล THAMELL”
ทุกคนเราอยากเล่านะ….กลิ่นไอตลาด ทาเมล เหมือนตลาดไนท์บาซ่า จังหวัด เชียงใหม่เลยๆๆ มีร้านขายอาหาร ตลาดแห่งนี้ เป็นตลาดศูนย์กลางความเจริญของกรุงกาฐมาณฑุในประเทศเนปาล ซึ่งสองข้างทางในสถานที่แห่งนี้ จะเต็มไปด้วยบริษัททัวร์ต่าง ๆ น้อยใหญ่ พร้อมทั้งโรงแรมและสถานที่พักหรูๆ หรือแม้กระทั่งสถานที่พักราคาถูกปะปนกัน อีกทั้งร้านอาหารนานาชาติ ร้านขายของ พร้อมทั้งร้านอินเตอร์เน็ตอย่างมากมายด้วยกัน
ตามข้างทาง มีร้านขายของเฉพาะที่เป็นอัตลักษณคนเนปาล เช่น มีด Krukuri เป็นมีดประจำตัวของทหารกรูข่า ที่ผ่านการคัดเลือก แต่ว่า ที่วางขาย พ่อค้า แม่ค้า แค่นำมาจำลองเท่านั้น อีกอย่างที่เราเห็นแทบทุกร้านเลย คือ หมวกกันหนาว กระเป๋าสะพาย back page สำหรับคนที่มาท่องเที่ยว มาปีนเขา แต่ว่าทุกคน สิ่งเหล่านี้ เห็นได้ทั่วไปในตลาดนี้ แต่สิ่งที่เราอยากจะนำเสนอ อีกมุมหนึ่งที่นี้ คือ การแสดงพื้นบ้าน ที่เรียกว่า “Gambeshi Dohori Nachhar” คนเนปาลเรียกสั้นๆว่า Dohori เหมือนโรงละครการแสดงขนาดย่อมๆ หากเปรียบกับการแสดงนี้ในบ้านเรา เหมือน “การแสดงลิเก” แต่ว่า การแสดงแห่งนี้ มีชื่อเสียงมากในย่าน ทาเมล ผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาชม ล้วนเป็นชายฉกรรจ์ และคนวัยหนุ่นสาว คุณ Supriya เพื่อนคนสาวของเรา เล่าว่า Gambeshi แปลว่า การแข่งขัน ออกเสียงยากหน่อยนะ
ทุกเราไปชมการแสดงเฉยๆ ก็ไม่ได้ป่ะ งานนี้ คุณพี่ Supriya นางจัดเต็ม “ Brother, Brother, Brother come, come” งานนี้ ไม่เต้นคงไม่ได้ นางเชิญเราไปร่วมวง เต้นด้วย
ง่ายๆ มากทุกคน แค่เต้นตามจังหวะเพลงที่นักร้องเต้น คุณเพื่อนสาว Supriya เล่าให้เราฟังว่า ทุกทวงทำนองที่ นักร้องขับออกมา มีความหมายในเชิงการจีบสาว หรือ สะท้อนถึงวัฒนธรรมในสังคมเนปาล ในเรื่อง การใช้ชีวิต บนฐานความเรียบง่าย “Gambeshi Dohori Nachhar” นับเป็น Highlight อีกหนึ่งวันในชีวิตกรุง Kathmandu แม้บริบทสังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก หากแต่คนเนปาลยังเลือก การรักษาวัฒนธรรมดั่งเดิม และยังคงหยั่งรากลึกในวิถีชีวิตของชาวเนปาล สะท้อนให้เห็นว่า คนเนปาลนั้น ยังคงให้ความสำคัญต่ออัตลักษณ์ วัฒนธรรมของตัวเอง สุดท้าย ฝากกดติดตาม.. สามารถเข้าไปติดตาม “Gambeshi Dohori Nachhar” ผ่าน Facebook Youtube และ Instargram เชื่อไหมว่า Followers ที่เยอะพอสมควร ฝากติดตามให้กำลังใจแก่พวกเขาด้วย

ชนเผ่าเนวาร์ ชนพื้นเมืองดั้งเดิมแห่งหุบเขากาฐมาณฑุ
ก่อนเราจะเดินทางกลับ ประเทศไทย เช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2568 คณะจัดงาน “Asian Regional Knowledge Sharing Workshop” ได้พาผู้เข้าร่วมประชุม เยี่ยมชม ชุมชน ชนเผ่าเนวาร์ ( Newar Indigenous Community) ว่ากันว่า ชนเผ่าเนวาร์ เป็นหนึ่งในชนเผ่าพื้นเมืองที่เก่าแก่กลุ่มหนึ่งในประเทศ เนปาล ชาวเนวาร์ มีอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และภาษา ที่เป็นของตัวเอง เราได้ค้นคว้าข้อมูล เกี่ยวกับชาวเนวาร์ มานิดหน่อย ผ่านการบอกเล่าเพื่อนเรา ซึ่งเป็นนักวิจัย ชาวเนปาลี เพื่อนบอกเล่าว่า
“ คำว่า “Newar” มีรากทางนิรุกติศาสตร์สอดคล้องกับคำว่า “Nepal” และมีความเกี่ยวข้องทางภาษา ในภาษาเนวาร์ (Newar Language – NL) นักประวัติศาสตร์ระบุว่าชื่อเรียกอย่าง Nevir, Nevil หรือ Newāḥ ต่างล้วนพัฒนามาจากคำว่า Nepāla ชาวเนวาร์ (Newar) คือชนพื้นเมืองดั้งเดิมของหุบเขากาฐมาณฑุ ปัจจุบันมีประชากรประมาณ 1,041,090 คน คิดเป็นร้อยละ 0.6 ของจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศเนปาลที่มีอยู่ราว 18,491,092 คน แม้ชาวเนวาร์จะกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศและนอกพรมแดนในหลายภูมิภาคของอินเดีย แต่ส่วนใหญ่ยังคงตั้งถิ่นฐานอย่างหนาแน่นในหุบเขากาฐมาณฑุ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเนปาลยุคใหม่
เพื่อนผู้เข้าร่วมยังเสริมข้อมูล อีกชุดหนึ่งแบบข้อมูลอัดแน่น เพื่อนเล่าต่อว่า “ ในปี ค.ศ. 1996 มีการประชุมระดับภูมิภาคครั้งแรกของคณะกรรมการบริหาร ซึ่งจัดขึ้นที่เมือง ฌาปา (Jhapa) ทางตะวันออกของเนปาล ในโอกาสนี้ได้มีการรับรองร่างธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ของเวทีชาวเนวาร์แห่งชาติด้วย ผู้นำทางการเมืองหลายคนเข้าร่วม รวมทั้ง ผู้นำพรรคเนปาลีคองเกรสเชื้อสายเนวาร์ การประชุมระดับชาติของชาวเนวาร์จัดขึ้นโดยมีผู้แทนจากชุมชนเนวาร์ต่าง ๆ ซึ่งมาจากหลากหลายพื้นที่ ได้มีการลงนาม จัดตั้งองค์กรชื่อใหม่ในชื่อ “เวทีชาวเนวาร์แห่งชาติ” (The National Forum of the Newars) ในฐานะองค์กรระดับชาติเชื้อสายเนวาร์” เห็นได้ชัดเจนว่า ชาวเนวาร์เป็นกลุ่มคนที่มีความสำคัญต่อ ประเทศเนปาล มาตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าด้าน วัฒนธรรม ประเพณี ร่วมถึง การเมืองระดับประเทศเลย
ปัจจุบัน ชาวเนวาร์อาศัยอยู่ในเมือง หลวงกาฐมาณฑุ ในชุมชนของชาวเนวาร์ ที่เรียกว่า “Kritipur- คริต ติ ปู” ซึ่งห่างจากตัวเมืองราว 1 ชั่วโมงตั้งอยู่บนภูเขาสูงในเมือง กาฐมาณฑุ เราและคณะเดินทางโดยรถบัสซึ่งทางผู้จัดงานได้เตรียมไว้ให้ ช่วงเวลาที่เราได้เดินทาง สองข้างทาง เมือง เนปาล เต็มไปด้วย สถาปัตยกรรม แบบชาวเนปาลี ควบคู่กับความเจริญใจกลางเมืองกรุง ช่วงที่เรากำลังเดินทาง คนเนปาลี ชอบร้องเพลงเอามากๆ คณะเดินทางที่เป็นชาวเนปาลี ร้องเพลงจนถึงที่หมายเลย แม้เราจะไม่เข้าใจภาษาพวกเขา เรามั่งใจว่า บทเพลงทุกบทเพลงที่ขับออกมา เต็มไปด้วยความชื่นใจแน่นอน
และแล้วเราก็เดินทางมาถึงที่หมาย หมู่บ้าน “Kritipur- กีรติปูร์” ได้มีล่ามท้องถิ่นมาต้อนรับเรา และแนะนำประวัติศาสตร์ชุมชนให้เราฟัง โดยเฉพาะเรื่อง สถาปัตยกรรมของชาวเนวาร์ ซึ่งมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในเรื่อง การแกะสลัดบางประตูบ้าน และ บางหน้าต่าง เพื่อนสาว คุณ Supriya แอบกระซิบเราเบา “ Brother, น้องชาย รู้ไหม ชาวเนวาร์มีความสามารถเรื่อง การแกะสลัดมาก ในเนปาล สถาปัตยกรรมการแกะสลัด พบได้ที่นี้แค่ที่เดียว” เราเอง ก็ อืม……………..ครับ………………….. นอกจากเรื่อง การแกะสลัดแล้ว ทุกๆ ที่ ซึ่งเราเดินผ่าน บนผนังกำแพงชุมชน จะมีภาพวาดผนังซึ่งเล่าเรื่อง วิถีชีวิตชาวเนวาร์ ตั้งแต่อดีต จนปัจจุบัน
ตลอดทั้งวันที่เรามาถึงชุมชน “ Kritipur- กีรติปูร์” ถึงช่วงเวลา Highlight ของงานนี้ คือ การต้อนรับแขกแบบชาวเนวาร์ อันดับแรกเลย ผู้อาวุโส ชาวเนวาร์ จะเจิมแขกผู้มาเยือนด้วย ข้าวเปลือกซึ่งผสมกับดอกไม้สีแดง บดให้ละเอียดแล้ว นำมาทาบนหน้าผากของผู้มาเยือนแต่ละคน เปรียบเสมือนกันอวยพร และความโชดดีเข้ามาสู่ชีวิต
เป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสถึงวัฒนธรรมการต้อนรับ แบบชาวเนวาร์ หลังจากพิธีกรรมเจิมเสร็จให้ ผู้อาวุโส จะนำ อาหารว่างแบบ ชาวเนวาร์ให้แขกผู้มาเยือน ซึ่งในถ้วยนั้น ประกอบไปด้วย ปลาแห้ง ข้าว และ ผลไม้ ต่อจากนั้น ผู้อาวุโสจะรินเหล้าให้กับ แขกผู้มาเยือน (ใครไม่ดื่มสามารถปฎิเสธได้)
อีกอย่างหนึ่ง ชาวเนวาร์ให้ความสำคัญกับ เยาวชนชาวเนวาร์ Gen Z เป็นอย่างมาก เราสังเกตได้ตั้งแต่เรื่อง การนำเสนอ วิถีชีวิตของชาวเนวาร์ การเต้นร่ำต้อนรับแขก และการเสริฟ์อาหารให้แขกผู้มาเยือน เราเห็นเด็กๆ และเยาวชน หญิงชาย มีส่วนร่วมตลอดเลย เรามองว่า คงเป็นกระบวนการถ่ายทอดวิธีชีวิตผ่านการลงมือ (Take the action) ให้เยาวชนเหล่านี้มีประสบการณ์ร่วมกับสิ่งที่ได้พบเห็น ร่วมถึงการสร้างคุณค่า อัตลักษณ์ ของชาวเนวาร์ลงไปในกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ถึงเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ ที่ผู้รับ ได้มีส่วนร่วมจริงๆ……..
เป็นความอบอุ่นอีกรูปแบบหนึ่งที่เราได้เห็น คนสามช่วงวัยร่วมกันทำงาน ตั้งแต่รุ่น ปู่ ย่า ตา ยาย มาถึง รุ่น พ่อกับแม่ สู่ รุ่นลูก ที่ช่วยกันต้อนรับแขกผู้มาเยือน มองผ่านๆ อาจเป็นเรื่องปกติ ที่แขกผู้มาเยือนมาเยี่ยมทุกคนต้อง ต้อนรับ แต่สำหรับเรา เรามองว่า นี้แหละ การสร้างความเข้มแข็งให้โครงสร้างครอบครัว ชุมชน มีความผูกผันกัน “อารมณ์แบบว่า บ้านฉันก็คือ บ้านเธอ และบ้านเธอก็คือบ้านฉัน มีเรื่องอะไรเดือดร้อน มาหาได้เสมออ่ะ” ใช่ในสังคมปัจจุบัน หลายปัจจัยทำให้ ผู้คนในสังคมสร้างกำแพงขึ้นมาในใจ เริ่มปิดกั้นพื้นที่สำหรับการเปิดใจ สำหรับชาวเนวาร์ ที่เราได้มาสัมผัสวิถีชีวิตของพวกเขา มาต่างออกไป ครอบครัว และชุมชน คือ สะพานทอดไปสู่สายใยความผูกผัน มันอบอุ่นแบบบอกไม่ถูกนะ สุดท้าย และ ท้ายสุด ตลอด 4 วัน ที่เรามาอยู่ในประเทศเนปาล เมืองที่ได้ชื่อว่า “หลังคาโลก” ไม่ว่าจะด้วยความบังเอิญ หรือ เหตุการณ์อะไรก็ตามแต่ที่พาเรามาถึงเนปาล เราอยากขอบคุณทุกช่วงเวลาที่เราได้ใช้ ขอบคุณที่ทำให้เราเข้าใจโลกอันแสนกว้างใหญ่นี้ ขึ้นมาอีกนิดหน่อย ………………….ขอบคุณ นมัสเต จาก เนปาล
