เรามีนัดกันนะวัยรุ่นปกาเกอะญอ
เช้าวันที่ 19 เมษายน 2568 ทีมงานสื่อเยาวชน PASD สมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน นำโดย พี่ สุรชาติ สมมานา นักศึกษาชั้นปีที่ 4 จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เชียงใหม่ ได้มีการนัดพบตัวแทนเยาวชนปกาเกอะญอ จาก 3 ชุมชน 2 จังหวัด เชียงใหม่ และกาญจบุรี จำนวน 11 คน
ที่สนใจเรื่อง การนำเสนอสื่อผ่าน Smart Phone Lap Top และ การเล่าเรื่องผ่านบทความ เราได้นัดหมายเยาวชนเหล่านี้ ณ หมู่ บ้าน ห้วยอีค่าง ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นสถานที่ นัดพบน้องๆ ที่เข้าร่วมงาน workshop เรื่องงานสื่อสารสนเทศ เป้าหมายของเรา คือ การส่งเสริมเยาวชนชาติพันธุ์กลับมาเล่าเรื่อง ตัวตนผ่านอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ วัฒนธรรม และ ประเพณี

เราใช้เวลาเดินทางราว 2-3 ชั่วโมงจาก อำเภอสันทราย เชียงใหม่ ผ่านถนนใหญ่ แม่กวน ลอดอุโมง แม่ริม เชียงใหม่ มุ่งสู่ หมู่บ้านห้วยอีค่าง ชุมชนปกาเกอะญอที่ยังคงอนุรักษ์วัฒนธรรมปกาเกอะญอ ผ่านการอนุรักษ์ป่า และการทอผ้า ระหว่างทาง เราได้สัมผัสป่าสน ที่ขึ้นเรียงรายตามสันเขา
ตลอดการเดินทาง เราเองในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีความฝัน ตั้งแต่เกิด จนอายุ 29 ปี เราได้ทำอะไรบ้างแล้วนะ มันทำให้เราคิดถึง เรื่องราว ของ the secret life of walter mitty ซึ่งนำแสดงโดย Ben Stiller ตัวเอกของเรื่อง ที่ใช้ชีวิตเป็นมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง จนถึงวันที่บริษัท มีแผนจ้างพนักงานลาออกจากบริษัท เพื่อลดค่าใช้จ่ายและนำ Technology เข้ามามีบทบาทกับงานบริษัทให้มากขึ้น ข้อคิดจากหนังเรื่องนี้ บอกเราให้รู้ว่า หากเรายังลมหายใจ ยังมีความฝัน จนเริ่มต้นทำ ก่อนเวลาชีวิตจะค่อยๆ จางหายไปตามอายุไขของมนุษย์

เราและกลุ่มน้องๆ ที่สนใจงานสื่อ เราคงมีความฝันแหละ ที่เรายังไม่ได้ลงมือทำ ทั่งกลางยุคสมัยที่แปลงเปลี่ยง เราเห็นถึงปัญหาหลายอย่าง จากกลุ่มเยาวชนชาติพันธุ์หลายคน ที่หลงลืมวิถีชีวิตของตัวเอง การกลับมาเล่าเรื่องของตัวเอง ผ่านการเรียนรู้งานสื่อ เรามั่นใจว่า สิ่งที่เราได้เรียนรู้และกำลังจะถ่ายทอด สามารถกระตุ้นให้ พี่น้องชาติพันธุ์ของเรา หันกลับมาสนใจ ในคุณค่าในความเป็นชาติพันธุ์
ห้วยอีค่าง Model storytelling
ราวๆ บ่ายโมง เรามาถึงหมู่บ้าน ห้วยอีค่าง ซึ่งตั้งอยู่ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ หมู่บ้านแห่งนี้ ขึ้นชื่อเรื่อง การทอผ้า และการทำนาผสมผสานควบคู่ไปกับการปลูกผัก นอกจากนี้ หมู่บ้านห้วยอีค่าง ได้มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เรื่อง วัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมืองปกาเกอะญอ กับกลุ่มเครือข่ายจากต่างประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น ไต้หวัน อเมริกัน และกลุ่ม ประเทศเพื่อนบ้านในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม่หลวงหน่อแอริ ผู้ก่อตั้ง กลุ่มสตรี Che Su Moo ได้เล่าว่า ทุกๆปี มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาศึกษาดูงาน ทอผ้าในหมู่บ้านเรา ร่วมถึงวิถีชีวิตของชาวปกาเกอะญอ เป็นจำนวนมาก คนในหมู่บ้านต้องปรับบริบทวิถีชีวิตให้เข้ากับสังคมสมัยใหม่ เปิดรับ ความเป็น Modern Society สังคมสมัยใหม่ ในมุมของเรา ยังคงคำนึงถึงความสำคัญของวัฒนธรรมตัวเอง เพื่อลูกหลาน เพื่อ เยาวชนปกาเกอะญอที่เกิดและเติบโตในหมู่บ้าน เพื่อพวกเขาจะ ไม่ลืมรากเหง้า ความเป็นชาติพันธุ์ของตัวเอง รวมถึงอัตลักษณ์และวิถีชีวิตดั่งเดิม

ห่างจากหมู่บ้านราวๆ 10 กิโมเมตร มีพื้นที่ การเรียนรู้วัฒนธรรมปกาเกอะญอ ซึ่งชาวบ้าน เรียกพื้นที่นี้ว่า “ป่าเดปอ” คนในพื้นบอกเราว่า ชาวบ้านให้ความสำคัญต่อพื้นที่ป่านี้มาก ป่าแห่งนี้ เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งชาวบ้านให้ความเคารพ ผืนป่าแห่งนี้ ที่เชื่อมโยง วิถีชีวิตของชาวปกาเกอะญอ คน ป่า วัฒนธรรม ความเชื่อ ทีมงานเราและกลุ่มนักสื่อสาร เยาวชนชาติพันธุ์ ได้ ขออนุญาติ ให้ชาวบ้านในพื้นที่ พาเราไปรู้จักกับ “ป่าเดปอ” แห่งหมู่บ้านห้วยอีค่าง
จำได้ว่า 3 โมง ครึ่ง เราได้เดินทางออกจากที่พัก มุ่งหน้าไปยัง ป่าเดปอ โดยมีวิทยากร แม่บ้านชื่อพี่ นารี ส่วมชุดปกาเกอะญอ เชซู Hse Soo ภาษาปาเกอะญอแปลว่า ชุดสีดำ เสื้อถูกปัดด้วยลวดลายดอกไม้ ตกแต่งด้วยลูกเดือย คนปกาเกอะญอเรียกลูกเดือยว่า เบอะ BAUJ ผมได้ มีโอกาส ถาม พี่นารี ชุดที่ใส่มีความหมายไหมในวัฒนธรรม ปกาเกอะญอ พี่ นารี บอกว่า

“ เชซูเนี้ย เป็นตัวแทนของผู้หญิงชาวปกาเกอะญอที่แต่งงานแล้ว เราเชื่อว่า เชซู แสดงถึงความเข้มแข็งของผู้เป็นแม่ แม่ที่รักและต้องปกป้องลูก รวมถึงความทุกข์ทรมาน ความอดทน ที่แม่ต้องแบกรับด้วยเช่นกัน ชุดปกาเกอะญอไม่ได้เป็นแค่เครื่องแต่งกาย แต่ยังหมายถึง ค่าศีลสอดด้วย ค่าศีลสอดที่แม่จะมอบให้แก่ ลูกสะใภ้ผู้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของเจ้าบ่าว แม่ของเจ้าบ่าวจะทอ เชซูให้แก่ลูกสะใภ้เพื่อแสดงถึงความรักที่แม่เจ้าบ่าวจะมีให้แก่เจ้าสาว ”
ฟังจบแล้ว ผมอุทานขึ้นมาเลย “อ่อ” เป็นแบบนี้เอง เข้าใจเลยแหละ ในวัฒนธรรมปกาเกอะญอมีความหมายต่างๆ ไว้มากมายที่ซ่อนไว้ในบริบทชีวิตชาวปกาเกอะญอ นี้แหละมั่ง ที่มาของ ห้วยอีค่าง Model Storytelling
แนวคิด ป่าเดปอ พื้นที่เชื่อม คนกับป่าและ ความเชื่อ
เราใช้เวลาราว 10 นาที จากที่พักมาถึง ป่าเดอปอ ซึ่งเราใช้พื้นที่ป่าเห็นนี้ ในการจัดทำ workshop เรื่อง การเรียนรู้การถ่ายทอดสื่อ ซึ่งให้น้องๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนได้ ใช้ ความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองในการออกแบบชิ้นงาน ฝึกให้น้องๆ ได้เล่าเรื่อง ของตัวเอง ร่วมถึงวัฒนธรรมชนเผ่าปกาเกอะญอ ผ่านคลิป Video และ บทความ โดยงาน มีพี่นารี เป็นวิทยากร บรรยาย ว่าความหมาย และจุดเริ่มต้นของป่าแห่งนี้

พี่นารี เล่าว่า เด แปลว่า รกเด็ก ปอ แปลว่า กระบอกไม้ไผ่ที่เอาไว้ใส่รกเด็ก ดังนั้น ป่าเดปอ จึงหมายถึง ป่าสะดือ คนปกาเกอะญอสมัยก่อน เชื่อว่า คนกับป่ามีความผูกผันกัน ในอดีต เดปอ จะอาศัยอยู่ในชุนชม หากมี เดปอ อยู่ในชุมชน สุขภาพร่างกายของคนในชุมชน จะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ เด็กทุกคนที่เกิดมา พ่อแม่จะนำเดปอของเด็กๆคนนั้น ไปผูกกับต้นไม้ ส่วนต้นไม้ที่พ่อแม่เลือกจะนำ เดปอ ไปผูกนั้น ต้องเป็นต้นไม้ที่แข็งแรง เป็นต้นไม้ที่ตั้งตรง เป็นต้นที่ดูดี ซึ่งคนปกาเกอะญอเชื่อว่า หากต้นไม้ที่เลือกแข็งแรง เด็กจะแข็งแรงตาม ต้นไม้ที่ดูดี เชื่อว่า เด็กจะดูดี ต้นไม้ที่มีเดอปอจะให้ร่มโพธิร่มไทรให้แก่ครอบครัวเด็กด้วย เมื่อเด็กโตขึ้นเด็กจะกลายเป็นคนว่านอนสอนง่าย
หากเด็กคนไหนที่โตมาแล้วไม่มี เดปอ เด็กคนนั้นจะเป็นเด็กที่ดื้อ เกเร ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ และจะมีโรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้นกับเด็กคนนั้นบ่อยๆ เหตุที่คนปกาเกอะญอมีพิธีป่าเดปอ พี่นารีให้เหตุผลว่า
คนปกาเกอะญอตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การมี เดปอ ทำให้คนปกาเกอะญอ ยังมีความรักต่อธรรมชาติ ยังมีจิตวิญญาญผูกพันกับป่า การมี ป่าเดอปอ จะทำให้มีจำนวนต้นไม้เพิ่มขึ้น จะทำให้หลายคนไม่กล้าที่จะตัดต้นไม้ หรือ ทำลายสิ่งแวดล้อม
ในด้านความเชื่อ เมื่อผู้คนในชุมชนที่เดินผ่านไปมาจะเห็นกระบอกสายสะดืออยู่บนต้นไม้ ก็เป็นที่รับรู้กันว่ามันได้รับการปกป้อง จะไม่มีใครตัดทำลาย เพราะหากมีใครไปตัดต้นไม้ประจำตัวของเด็กคนนั้น เชื่อกันว่าจะทำให้ขวัญหนี เด็กจะเจ็บป่วยไม่สบายจะต้องมีการขอขมาด้วยการผูกข้อมือเรียกขวัญให้เด็กคนนั้น ตลอด 1-2 ชั่วโมง ในป่าเดปอ ณ บ้านห้วยอีค่าง ทำให้เราเข้าใจถึงการความสำคัญ ต่อ เด็กและเยาวชนปกาเกอะญอ แน่นอนคงเป็นบทเรียนให้ น้องๆ ที่สนใจเรียนการทำสื่อ หรือ แม้แต่เด็กและเยาวชนปกาเกอะญอ จะตระหนักถึงวิถีชีวิตและความเชื่อ ต่อชนเผ่าของตัวเอง
กลับมาถอดบทเรียนของตัวเองและนำไปใช้
หลังจากจบการบรรยายในพื้นที่ป่าเดปอ เราและน้องๆ ได้เดินทางกลับที่พัก เราใช้เวลาช่วงพักในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตลอดทั้งวัน น้องๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรม ได้แบ่งปันกับเรา ในหัวข้อ ป่าเดปอ และการเดินทางของเยาวชนชาติพันธุ์ สะท้อนความในใจและความรู้สึกของน้องๆ ที่กลับมาศึกษาเรื่องราวของบรรพชน ตัวเอง ญาดาหนึ่งใน เยาวชนปกาเกอะญอ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม การเรียนรู้การถ่ายทอดสื่อ ได้พูดกับเราว่า

“ ดีใจที่ได้มีโอกาส เข้าร่วมกิจกรรม การเรียนรู้เรื่องสื่อ ได้ รู้การตัดต่อวิถีโอ ร่วมทั้ง กลับมาเรียนรู้วิถีชีวิต ผ่าน พื้นที่การเรียนรู้ ป่าเดปอ สำหรับหนูเยาวชนที่เติบโตมา หลายคนได้หลงลืม ความรู้ในเรื่องชนเผ่าของตังเอง เนื่องจาก สิ่งเหล่านี้ไม่น่าสนใจในหมู่เยาวชนชาติพันธุ์รุ่นใหม่ หลายคนติดกระแสนิยม มองว่า เรื่องวัฒนธรรมชนเผ่ากลายเป็นสิ่งที่ล้าหลัง นี้เป็นความท้าทายของหนู และสำหรับ ครอบครัวชนเผ่าอีกมากมายที่รับมือกับปัญหานี้ ”
ตลอดระยะเวลา 2 คืน 3 วัน ณ หมู่บ้านห้วยอีค่าง จ.เชียงใหม่ เราเชื่อแหละน้องๆทุกคนที่เข้าร่วมงาน workshop กับเรา คงได้ความเข้าใจในการออกแบบ งานสื่อของตัวเองแน่นอน การเดินทาง มาห้วยอีค่างครั้งนี้ The Storytelling ของหมู่บ้านแห่งนี้ คงทำให้น้องๆ เข้าใจความเป็นชาติพันธุ์ของตัวเอง มากขึ้นในระดับหนึ่ง เราคงไม่คาดหวังเหรอ เพราะเมล็ดพันธุ์ที่ดี จะงอกงามตามช่วงเวลาที่เหมาะสมของตัวมันเอง โดยที่เราแค่มีหน้าที่เฝ้ามองมันเติบโต ตามเวลา และฤดู
